champ's profilemole memoriesPhotosBlogListsMore Tools Help
Photo 1 of 7

mole memories

live and learn
July 22

mole move!!!

My blog has been moved!

My blog has been permanently moved to
 
ย้ายบ้านแล้วครับ...
ทำไปทำมาไม่แน่ใจว่าบ้านใหม่สวยเท่าบ้านเดิมหรือเปล่า  แต่ชอบที่บ้านใหม่ดูเป็นสัดส่วนดีกว่าบ้านเดิม และเข้าบ้านง่ายกว่า ไม่มีอาการแฮงค์บ่อยๆ Open-mouthed 
 
แวะไปเยี่ยมกันบ้างนะครับ
 
ตุ่นตัวแชมป์
July 07

ฟัน ไม่ fun

ฟัน ไม่  fun

 

            ตอนบวชอยู่เป็นช่วงเวลาช่วงแรกในชีวิตที่ได้เขียน Diary เกือบทุกวัน คิดไว้ว่าหลังจากสึกมาคงเขียน Blog ได้หลายเรื่องอยู่  แต่พอสึกออกมาตั้งใจจะเขียน Blog อยู่หลายที แต่ก็มีเหตุ... งานยุ่งๆถาถมเข้ามา ต้องไปทำงานต่างจังหวัด ป่วย หวัดกิน ไข้กิน ปวดฟัน กินลำบากลำบน ฯลฯ คอยมารบกวนอยู่เสมอๆ

                เหตุท้ายๆ ที่เข้ามารบกวนทำให้เราอยากเขียน Blog นี้ก่อนเรื่องตอนบวช

 

                ฟันดาบ

                ฟันคุด

                ฟันธง

                (สลับ)ฟันปลา

            ฟันเด็ก (ฟันน้ำนม.... อย่าคิดลึก)

                funny

            fund

            fungi

            fundamental

            fun fun fun

 

            ฟันคงเป็นไม่กี่คำในภาษาไทย ที่เป็นได้ทั้ง คำนาม และ กริยา ทั้งที่เขียนเหมือนกัน อ่านเหมือนกัน

            เมื่อวานไปถอนฟันที่เป็นนาม แทนกระดูกรูปร่างน่ารัก ติดกับเหงือกในปากของเรา ออกไป 2 ซี่

                ที่จริงปวดมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ไปหาหมอคลินิกแถวบ้านก็ได้ยามากิน คุณหมอบอกว่าให้เหงือกหายบวมก่อนแล้วค่อยมาเอาออก โดยย้ำว่าควรเอาออกทั้ง 2 ซี่ ทั้งด้านล่างที่มันยังขึ้นไม่เต็ม ทำให้ปวด และด้านบนที่ขึ้นมาเต็มๆ ลงมาโดนเหงือกที่บวมอยู่...ได้ฟังแล้วก็เสียวๆ แค่ซี่เดียวก็คงเจ็บจะแย่แล้ววว

                เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเหงือก   ได้ฤกษ์ ว่าจะไปผ่าตั้งแต่วันพฤหัส แต่ไปแล้วคลีนิกปิด... พอจะไปทำวันศุกร์ แม่บอกว่าไปทำโรงบาลยันฮี ดีกว่า น่าจะทันสมัย ปลอดภัย น่าไว้วางใจกว่าที่คลินิก

                ลาช่วงบ่าย ไปถึงโรงบาลตั้งแต่ยังไม่บ่าย ใครยังไม่เคยไป โรงบาลแห่งความงามแห่งนี้ ขอยืนยันว่า พยาบาลเยอะ และน่ารักแยะ  อิอิ    บริการรวดเร็วประทับใจดีครับ  

                คุณหมอทันตแพทย์เผด็จ ตั้งงามสกุล  จะเผด็จศึกกะฟันเราแล้ว...  เริ่มต้นจากฉีกยาชา(ไม่เจ็บเท่าที่คิด) ถอนซี่ล่างก่อนต้องเปิดเหงือกนิดเดียว หมอบอกอย่างนั้น  แต่พอทำไปหมอบอกว่า ยากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย รากฟันคุณมันไปคนละทางกรรมของตุ่น รากฟันดันจะมาเหนียวแน่นอีก  แหกปากแล้ว ผ่าเหงือก ดึงถอน โคตรเมื่อย+เสียว แต่ไม่เจ็บเท่าไหร่เพราะมันชาไปหมด  พอถอนออกมาได้  หมอพูดให้กำลังใจอีกประโยคว่า รากฟันมันหักอยู่ข้างใน ทนอีกหน่อยนะครับ” ….กว่าจะเสร็จซี่แรกก็เหนื่อยแล้วนะเนี่ย

                ทำซี่บนต่อ ไม่น่ายากมันขึ้นมาเต็มแล้วแค่ถอนอย่างเดียว แต่หมอก็ยังมีคำชมอีก(ที่เราไม่อยากได้ยิน) ซี่นี้รากก็ยังแยกกันคนละทางแน่เลย หมอถอนแล้วมันแน่นกว่าปกติเอ้าแน่นดีอีกแล้ว พึ่งรู้ว่าการ แหกปากจริงๆมันเป็นไงก็คราวนี้แหละ

                เสร็จสิ้นกระบวนการพร้อมเลือดกกปาก หมอสั่งว่า ห้ามบ้วนน้ำลาย หรือเลือด ทิ้งเพราะมันจะทำให้เลือดออกเยอะกว่าเดิม พูดจาก็ลำปากเพราะกัดผ้าก๊อชอยู่ แต่ก็ชี้นิ้วขอฟันซี่บนที่รูปร่างสมบูรณ์กลับมาบ้านเป็นที่ระลึก ตามรูป (พยายามถ่ายยังไงก็ไม่ชัดสักที ได้แค่นี้แหละ)  

เดินไปจ่ายตังค์รับยา...โดนฟันค่าถอนฟัน 2 ซี่ ไปซะ 2,270 บาท สบายใจหายปวดเหงือกที่เคยเป็นแน่นอน  แต่อีกสักพักคงได้ปวดระบมกับแผลใหม่มากกว่าเดิม

 

            ระหว่างกลับบ้านนั่งคิดว่า หมอฟันน่าจะเป็นอาชีพที่มีพื้นที่ทำงานน้อยที่สุดอาชีพหนึ่ง ระยะแค่ 1 ช่วงปาก หมอยังเอาคีม มีด(ป่าวหว่า) ที่ดูดน้ำลาย ฯลฯ เข้าไปปฏิบัติการถอนฟัน ที่ใหญ่เกือบเท่านิ้วก้อยออกมาได้  เก่งจริงๆนะเนี่ย

 

                กลับมาบ้านเปิดทีวี พักผ่อน ภาพแรกที่เห็นในจอ คือ เด็กผู้หญิงยืนแปรงฟัน..โฆษณายาสีฟันคอลเกต

                แม่กลับมาบ้านซื้อโจ๊กมาให้ ก่อนกิน(เรียกว่าซดดีกว่า) ต้องมานั่งบดหมูในโจ๊กก่อนอีกรอบ  ซดโจ๊ก+เลือดตัวเองไปได้ครึ่งชาม พึ่งเห็นลายชามที่กิน....เป็นตัววอลรัส ฟันยาวๆ ถือยาสีฟันดาร์ลี่ ของแถมได้มาตอนไหนเนี่ย

            บางทีเหตุการณ์ใกล้ๆตัว ก็มักเล่นตลกกับเราอยู่บ่อยๆ  เวลาเรามีความทุกข์อะไรบางอย่าง ก็ทำให้เราผ่อนคลาย แอบขำอยู่คนเดียวได้เหมือนกันแฮะ

 

                หลังยาชาหมดฤทธิ์ อาหารปวดเริ่มมา ไม่ค่อยขำ ไม่ fun กับ ฟัน กับ เหงือก ของตัวเองเท่าไหร่ ทำให้คิดอยู่ว่าถ้าเป็นสมัยก่อนยังไม่ทันสมัยแบบนี้ ถ้าคนปวดฟัน ฟันคุด เค้าจะทำไงกันหว่า? คงต้องทนปวดกินยาแก้อักเสบ แก้ปวด กันไปตลอดชีวิตแน่เลย....ถึงเป็นสมัยนี้ คนไม่มีเงินจะทำไง  คนต่างจังหวัดจะทำไง.... ปวดไปก็คิดว่าเราโชคดีแล้ว ที่ไม่ปวดตอนแก่  โชคดีแล้วที่มีเงินพอจะจ่ายค่ารักษาความเจ็บปวดอย่างนี้ได้  โชคดีแล้วที่มีโรงบาล คลินิกอยู่ใกล้บ้านเต็มไปหมด....ความปวดมันก็ลดลงได้ส่วนหนึ่ง

 

อีกมุมนึง ปวดฟันแล้วทำให้นึกถึงบทสวดตอนก่อนบวช ตจปัญจกกัมมัฏฐาน  เกศา  โลมา  นะขา  ทันตา  ตะโจ  ตะโจ  ทันตา  นะขา  โลมา  เกศา”   เกศา ได้แก่ ผมที่ งอกอยู่บนศีรษะ  โลมา  ได้แก่ ขนที่งอกอยู่ทั้วตัว เว้นแต่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า  นะขา ได้แก่เล็บที่งอกอยู่ตามปลายมือ ปลายเท้า ทันตา  ได้แก่ฟันที่งอกอยู่ในกระดูกคางเบื้องล่าง  เบื้องบน  สำหรับบดเคี้ยวอาหาร  ตะโจ  ได้แก่หนังที่หุ้มอยู่ทั่ว ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เหล่านี้  ถ้าทิ้งอยู่ตามที่ของมันก็จะปฏิกูลโสโครก  เพราะธุลีละอองที่จับบ้าง ออกมาจากร่างกายเดิมบ้าง  เพราะฉะนั้น  บุคคลจึงต้องชำระล้างขัดสีตกแต่งของหอมเข้าอบกลิ่นเพื่อแก้กันปฏิกูลโสโครก  ถึงเช่นนั้นก็ไม่สามารถจะแก้กันให้เด็ดขาดไปได้  เพียงแต่ปะทะปะทังไว้เพียงชั่วคราวเท่านั้น  ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นของปฏิกูลโสโครกอย่างไรก็คงแสดงปฏิกูลโสโครก น่าเกลียดออกมาอย่างนั้น ให้เห็นอยู่เป็นธรรมดา  แต่คนไม่พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง  จะหลงรักหลงเกลียด  แล้วก็ประทุษร้ายกัน  เมื่อใช้พระปัญญาพิจารณา ผม ขน เล็บ  ฟัน หนัง ทั้งเป็นเป็นของปฏิกูลโสโครกน่าเกลียด  ก็พึงยึดรักษาอารมณ์อันนั้นไว้  เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งสมาธิและเป็นที่ตั้งแห่งปัญญาต่อไป       (อ้างอิงจาก http://old2005.mbu.ac.th/index.php?option=content&task=view&id=592&Itemid=89

)

โรงบาลแห่งความงาม การขัดสีฟัน จัดฟัน ลดรอยเหี่ยวย่นผิวหนัง ปลูกผม ฯลฯ อยู่ได้ด้วยเพราะความที่คนเราเห็นเป็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียดที่ติดกับตัวเรานั่นแหละ  ทั้งที่การทำหน้าที่ของมันก็ไม่ได้ต้องการความสวยงามแต่งเติมอะไร  เพียงต้องการแค่ความสะอาดเท่านั้น

…….

วันนี้ 07/07/07 วันสำคัญของตุ่นตัวหนึ่ง ปีนี้ขอฉลองแบบเงียบๆ กินน้อยๆ ละกัน (ทำอะไรมากไม่ได้ อ่ะ)

 

ปล. ดูข่าวช่อง 9 เมื่อคืน เค้าบอกว่า วันนี้จะเป็นวันครบรอบ 7 ปี ที่กำหนด 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก โดยภายในวันนี้จะปิดการโหวต กำหนด 7 สิ่งมหัศจรรย์ อันใหม่ ด้วยหล่ะ เข้าไปดู 7 สิ่งมหัศจรรย์ใหม่ ได้ที่  http://www.new7wonders.com/

 

 

               

 

June 02

เ ว้ น

  ว้     

 

                           (เว้นวรรค)

                               

 

               

               

               

               

                             

               

                ทั

               

               

 

                (เว้นบรรทัด)

 

ตอนเด็กๆ คงไม่ค่อยมีใครสนใจอะไรกับภาษาที่ใช้อยู่ทุกวัน แค่เรียนผ่านๆ จำๆ พอให้สอบได้ไปเป็นครั้งๆไป  อ่านออก เขียนได้ ก็คงพอ

                เด็กไทยทุกคน คงคุ้นเคย กับหลักสูตรภาษาไทย ที่ร่ำเรียนถึงการเขียนบทความ เรียงความ จดหมาย ฯ

                คุณครู เคยสอนถึงการเว้นวรรค เว้นบรรทัด หรือย่อหน้า ในวิชาการเขียนต่างๆ มาบ้าง แต่มันก็ผ่านๆ ไป กับความไม่ใส่ใจของเด็กที่เป็นเจ้าของภาษาคนหนึ่ง  เด็กที่ใช้ภาษานั้นอยู่ทุกวัน

                เติบโตขึ้นมา เริ่มทำงาน มีการเขียนรายงาน  บันทึก เป็นจริงจัง มากมายหลายฉบับ  ความสำคัญ กับคำสอนต่างๆ รวมทั้งหน้าอาจารย์ ภาษาไทย ที่ไม่เคยสนใจ เริ่มมีมาหลอกหลอนเป็นบางเวลา  หลายครั้งรู้สึกว่าเขียนหนังสือไม่ค่อยดี ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง   มีปัญหากับการตัดสินใจ กด  Spacebar , Enter or Tap บนแป้น Keyboard อยู่เนืองๆ...แต่ก็ยังชอบมานั่งเขียน(พิมพ์)ให้คนอื่นอ่านอย่างนี้อยู่ดีอ่ะ

                การเว้น...ที่ดี ย่อมช่วยให้บทความ เรียงความ หรือความอะไรก็แล้วแต่ที่เราเขียน สื่อถึงผู้อ่านได้ง่ายขึ้น    ถ้าหากเราไม่ได้ตั้งใจจะเขียนพงศาวดาร ก็ควรหัดเว้นวรรค เว้นบรรทัด ให้โปร่งสบาย จะได้ไม่ลายตาและไม่น่าเบื่อ

 

 

                แถมบาง   ครั้ง

 

 

                การเว้ 

 

 

 

 

                อา    จทำให้

 

 

 

 

 

                การเขียนอ่า  

 

               

 

 

 

 

น่าส    นใจ  มา  กขึ้น

  (จริงไหมครับ )

 

                การจะเว้น... ให้ได้ดี ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความรู้ในหลักภาษา(ที่คนเขียนคนนี้ไม่ค่อยจะมี) ความเข้าใจ เนื้อเรื่องที่จะเขียน และมีความรอบคอบ หลังจบบทความ ความเขียนใดๆ ควรตรวจช่องไฟ ระยะห่างระหว่างตัวหนังสือ ระหว่างบรรทัด...  ว่ามันเว้นตรงกับระยะห่างที่ใจ และสมองของเรา ต้องการสื่อสาร ให้ผู้อ่านเข้าใจหรือเปล่า              

 

                ...........

               

                ถ้าใครได้อ่าน Blog นี้ของเรา....คงไม่ได้คุยกันอีกประมาณครึ่งเดือนหลังจากวันที่ Up Blog

                พรุ่งนี้จะขอลาไปอุปสมบทครับ

                ขอ เว้นวรรคทางโลกไปสัก 15 วัน

                ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน กับการเว้นครั้งนี้   ต้องเตรียมตัวหลายอย่าง ทั้งซื้อของ เคลียร์งาน ท่องบทสวด(ยากสุด)     ต้องเตรียมใจ กับห่วงหลายๆอย่าง ที่ผูกเราอยู่ในโลกใบนี้ ห่วงบ้าน ห่วงคนที่บ้าน ห่วงรถที่บ้าน ห่วงคนที่บ้านที่ขับรถ ห่วงงาน ห่วง(+เกรงใจ)คนที่ทำงาน ห่วงคนที่รัก ห่วงที่รัก ฯลฯ

                แค่ 15 วัน ยังเยอะขนาดนี้

                หวังว่า... ระหว่างการเว้นครั้งนี้ เราคงไม่มีห่วงใดๆ มาทำให้กังวลใจ   

                หวังว่า... หลังจากการเว้นครั้งนี้ เราคงได้แนวทาง เข้าใจ การดำเนินชีวิตในโลกเบี้ยวๆใบนี้ อย่างมีความสุขมากขึ้น

หวังว่า... คงจะเว้นได้ตรงกับระยะห่างที่ใจ และสมองของเรา ต้องการ

 

 

ปล. ขอโทษ เพื่อน พี่ น้อง ที่ไม่ได้บอกข่าวว่าจะไปบวช...  อยากไปเงียบๆน่ะ  ไม่ได้มีจัดงานอะไรด้วย  คงไม่โกรธกันนะครับ

May 16

ปรับ

1

รู้สึกยังไงเวลานั่งรถกลับจาก ต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ ?

                รถเริ่มเยอะ  ถนนเริ่มแน่น  อากาศเริ่มไม่บริสุทธิ์  หน้าตาผู้คนเริ่มบึ้งตึง

                ชีวิตเดิมๆกำลังจะเริ่มอีกครั้งในวันต่อไป

 

                หลังจากได้มีโอกาสไปสูดอากาศบริสุทธิ์ น้ำทะเลสีเขียว ฟ้าสีคราม มาไม่กี่วัน ความรู้สึกตอนได้กลับ บ้านที่เราเกิด อยู่มาตั้งแต่เด็กจนโต กลายเป็นความรู้สึกพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก

                ไปเที่ยว(สัมมนา)เกาะมันกลาง กับที่ทำงานมา

            พึ่งรู้ว่ามันมีทั้งเกาะมันนอก เกาะมันใน เกาะมันกลาง... จะเลือกมันขนาดไหนก็เลือกเอา

                เคยได้ยินชื่อ เกาะมันนอกมาพอสมควร รู้จากคนใกล้ตัวว่าเป็นเกาะส่วนตัว มีบ้านพักแห่งเดียว ค่อนข้างจะเงียบ เหมาะกับคนที่ไปพักผ่อนจริงๆ

                ทั้ง 3 เกาะมัน  อยู่ห่างกันไม่มากในระยะสายตา แต่กว่าจะนั่งเรือไปถึงแต่ละเกาะแทบจะเมาตาย ตอนนั่งเรือจากฝั่งไปเกาะเด็กๆ เสียสละอาหารในท้องให้ปลากันไปหลายคนทีเดียว

                 เกาะมันกลาง เป็นเกาะส่วนตัวเหมือน มันนอก แต่มันคงเป็นแค่ระดับกลางๆ บ้านพักจึงโทรมเหลือเกิน บ้านเป็นหลังๆ เปิดประตูเข้าไปเจอฟูกกะหมอนวางกองอยู่ พัดลม 1 ตัว ห้องน้ำ 2 ห้อง 1 หลังพักกัน 8 คน...  ถ้าไปฮันนีมูน ข้ามเกาะนี้ไปละกันนะ

                ธรรมชาติสวยดี(ชมได้ตามรูปด้านข้าง) ที่น่ารักของเกาะนี้ คือ มีเปลญวน และชิงช้าเชือกผูกอยู่เต็มไปหมด เหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง   เวลากินข้าวก็น่ารักดี เนื่องจากเป็นบ้านพักแห่งเดียว ครัวจึงมีครัวเดียว เมื่อถึงเวลากินข้าว ป้าแม่ครัวเค้าจะเคาะระฆังเรียกมาให้กินข้าวพร้อมๆกันทั้งเกาะ มีมื้อละรอบเท่านั้นไม่มาก็อด

            สำหรับกิจกรรมสัมมนา หลังจากคุยเป็นเรื่องเป็นราวประมาณครึ่งวัน ก็ไปดำน้ำและเที่ยวเกาะมันใน

                เข้าใจตั้งชื่อดี มันในไม่อนุญาตให้พักค้างคืนบนเกาะ เพราะเป็นเกาะที่ใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เต่าทะเล มีการสร้างเขื่อนปิดชายหาดเพื่อให้เต่าทะเลวางไข่ และมีแหล่งอนุบาล ประถม มัธยมฯ ลูกๆเต่าด้วย...เดินได้ไม่ถึงชั่วโมงก็หมดเกาะ หมดมันละ กลับมันกลางเราดีกว่า

                นอกจากกิจกรรมที่ว่ามาแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่ากินเหล้า เล่นไพ่ และนั่งคุยกันเอง 

            ไม่ค่อยมีกิจกรรมเท่าไหร่ แต่เราว่าสัมมนา ครั้งนี้ก็ถือว่าดี บรรลุผลที่ตั้งไว้เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในกองเดียวกัน พี่คนที่ปกติไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ ก็ได้คุยกันมากขึ้น พี่ที่สนิทอยู่แล้วก็ร้สึกดีๆมากกว่าเดิม

                แต่ก็เหมือนทุกครั้ง คนที่มีปัญหาก็ไม่มาร่วมกิจกรรมอยู่ดี คนที่มาก็หน้าตาเดิมๆกับทุกครั้งที่จัด คนจัดก็ไม่รู้ทำไง  คนมีปัญหาก็คงไม่รู้ทำไงเหมือนกัน...

                             

2

                สวนสัตว์พาต้า!!!

                ใครยังไม่เคยไป หรือเคยไปตอนเด็กๆ จำหน้าตาไม่ได้แล้ว เราว่าน่าจะลองไปดูอีกสักครั้ง

                ค่าบัตร 60 บาท คงไม่ลำบากเกินไปกับเงินในกระเป๋า จำนวนสัตว์ยังคงมีหลายประเภทและมีหน้าตาแปลกๆเยอะพอสมควร ข้างในสวนสัตว์ก็นับว่าพอใช้ ถ้าไม่คิดถึงบรรยากาศ ที่ดูเป็นชาวบ้านๆ และสภาพอาคารที่ทรุดโทรมเล็กน้อยถึงปานกลาง

                สวนสัตว์ แบ่งเป็น 2 ชั้น คือ ชั้น 6 และชั้น7 โดยต้องซื้อตั๋วที่ ชั้น 5 แล้วเดินขึ้นบันไดไป

                ชั้น 6 เป็น ชั้นแสดงสัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ที่อาศัยในที่มืด สัตว์เลื้อยคลาน ก็จะมีทั้ง งูหลากสี เต่าหน้าตาประหลาด จิ้งเหลน อีกัวน่า ตัวเงินตัวทอง  ตัวโปรดของเราเป็นพี่เต่าหน้าโหดที่เหมือนออกมาจากโลกไดโนเสาร์    ส่วนสัตว์ที่อาศัยในที่มืด มีพวก นกเค้าแมว อีเห็น ค้างคาว ตัวอ้น(เพื่อนตัวตุ่น) ฯลฯ  ชั้นเดียวพื้นที่ไม่มากนัก แต่เราก็ใช้เวลาเดินเกือบชั่วโมงเหมือนกัน

                ชั้น 7 เป็นขั้นดาดฟ้าของห้าง  มีกรงนก และกรงแสดงสัตว์ใหญ่ต่างๆ ค่อนข้างแน่นทีเดียว  ขึ้นมาปุ๊ปจะเจอนกแก้วมาคอร์ นกกระตั้วพูดได้ด้วย  ถัดไปก็จะเป็นสัตว์ใหญ่ขึ้น มี แพะ แกะ กระต่าย อยู่ในคอกเปิดโล่ง ร้อง แมๆแบะๆจี๊ดๆ  ล่อใจเด็กๆ โดยข้างๆมีพนักงานขายผัก&ขนมปัง ล่อเงินในกระเป๋าของเรา เพื่อแลกกับความเพลิดเพลินขณะดูพวกมันกินอาหาร  

ลิงในกรงมีหลายพันธ์ที่สีสวยดูประหลาด Highlight ของลิงก็จะเป็นอุรังอุตังแสนฉลาดที่ตบมือเสียงดังเวลาเห็นคน พอได้หนมปังมันไปนอนหมอบกินอย่างเรียบร้อยทีเดียว กับอีกตัวเด่นคือ คิงคอง โลโก้ของที่นี่ ซึ่งมีกระจกล้อมกรงไว้อีกชั้นหนึ่ง(เค้าบอกเพื่อควบคุมอุณหภูมิ และกันคนให้อาหาร)

หน้าสวนนก มีหมีหมาและหมีควาย อยู่ในบ่อ 2 ฟาก ลุกขึ้นยืน 2 ขา เมื่อเห็นคนเดินผ่าน และมีพนักงาน ขายหนมปังอยู่ข้างๆเช่นเดิม

โลโก้ของที่นี่อีกอย่างก็คือเพนกวิน ยังมีอยู่นะ เราเห็น 2 ตัว อยู่ในห้องแอร์ตู้กระจก ตัวหนึ่งนอนคว่ำทำท่าเหมือนพุ่งจรวดไม่กระดุกกระดิก(สงสัยแอร์จะหนาวจนแข็งตาย) อีกตัวหนึ่งยืนทำท่าน่ารักอยู่ พอเข้าไปใกล้ๆก็เดินตามด้วยอ่ะ ชอบๆ (ดูรูป 2 ตัวนี้ได้ที่ด้านข้าง)

สัตว์อื่นๆ ก็มีทั้ง เสือ กวาง เม่น กระจง กระแต นก อะไรเทือกๆนี้ แต่มีเยอะแล้วก็แปลกใช้ได้อยู่

                เดินได้อีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ ลมเริ่มแรง ดูท่าเหมือนฝนกำลังจะตก เราและคนอื่นๆเริ่มทยอยเดินลงด้านล่าง 

ไม่มีใครอยากเปียกฝน

                ไม่มีตัวอะไรอยากเปียกฝนเหมือนกัน

 

 

3

                คุณสมบัติข้อหนึ่งของสิ่งมีชิวิต คือการปรับตัว(ตามสภาพแวดล้อม) เพื่อให้ชีวิตที่มีอยู่ สามารถยืดยาวต่อไป

                ในสวนสัตว์... หมีพยายามทำท่าลุกขึ้นยืนเพื่อขอขนมปัง อุรังอุตังตบมือร้องเรียกให้คนหันมาสนใจ  นก แกะ แพะ ต่างร้องเสียงดังเพื่อขออาหาร

                ในเกาะ.... ผู้คนเรียนรู้ที่จะแสวงหาอาหารจากทะเล  ขึ้นเรือท่องทะเลได้อย่างไม่มีอาการเมา

ในเมือง.... ผู้คนปรับตัวให้ชาชินกับควันพิษ รถติด อาหารจานด่วน

 

คนเราเป็นสิ่งมีชีวิต ที่สามารถปรับตัวได้ดีที่สุดในโลก แต่ก็มักไม่เคยพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ ที่ชีวิตเราพบอยู่เป็นอยู่ ทุกวัน

คนเมือง ส่วนใหญ่มีความสุข กับการได้ออกไปเที่ยวตามธรรมชาติ ทะเล น้ำตก ภูเขา

คนต่างจังหวัด ยังคงอยากเข้าเมือง ลองสัมผัสกับความทันสมัย เดินห้าง กินอาหารหรู ดูหนังในโรงพยายามหาเงินเพื่อหาความสุขกับเทคโนโลยี ที่ไม่ค่อยได้สัมผัส

ความต้องการของคน 2 กลุ่ม บรรจบกัน กลายเป็นบริษัททัวร์ รีสอร์ท บ้านพัก บังกะโล ฯลฯ เจ้าของเกาะ ป้าแม่ครัว คนขับเรือนำเที่ยว คงเป็นตัวอย่างได้ดี

 

เป็นความโชคดี หรือโชคร้าย ของคนเราไม่รู้ ที่สามารถตัดสินใจย้ายตัวไปสัมผัส กับสิ่งที่เราไม่ได้เป็นอยู่ ตามที่ใจ(+เงิน) ต้องการจะไป   เพราะมันก็ทำให้ความอยากของเราไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน

 

คงไม่มีสัตว์ชนิดไหนบนโลก ที่อยากหาความสุขในพื้นที่แคบๆ  ในพื่นที่แอร์เย็นฉ่ำ  แต่ไม่มีสีเขียวของต้นไม้ ไม่มีที่ให้วิ่ง บิน คลาน กลิ้ง เลื้อย เล่นๆ

เมื่อคนเราไปกำหนด ชีวิตของพวกมัน ให้มาอยู่ในกรงแคบๆ ที่แคบๆ เพื่อให้พวกเราชื่นชมกัน   พวกมันก็คงทำได้แต่ปรับตัวเพื่อหาอาหารเพิ่มเติม เพิ่มความสุขให้ท้องของตัวเองไปวันๆ

สำหรับคนสิ่งสำคัญไม่ใช่การปรับตัว เพราะนั่นเป็นคุณสมบัติที่ธรรมชาติสร้างให้เรามีมาตั้งแต่เกิด ทำให้เราเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในการดำรงชีวิตอยู่รอด

แต่คุณสมบัติอีกอย่างที่ธรรมชาติให้เรามาเพื่อฝึกฝน และควรจะหัดเพิ่มเติมคือการ ปรับใจให้มีความสุขกับสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่มากกว่า

เลิกเบื่องานได้แล้วตัวตุ่น....

 

April 29

Nouns / a day /

Nouns / a day /

21 เม.ย.50 /

                เช้าตรู่ / การนัดหมาย / การตรวจสภาพ / รถยนต์ / 5000 กิโลเมตร /

                บ่ายคล้อย / เสียงโทรศัพท์ / พนักงาน Toyota / เวลานัดหมาย / การเดินทาง / ศูนย์บริการ /  ค่าใช้จ่าย / คำขอบคุณ / การนัดหมาย / 10000 กิโลเมตร / การบริการ / ความประทับใจ /

รถยนต์ / การขับขี่ / ถนนโล่ง / ที่จอดรถ / จุฬาฯ / คณะบัญชีฯ / การนัดพบ / การรอคอย

                สายตา / การมองเห็น / ผู้หญิง / นักศึกษา / สาวสวย / หมวยขาว / ความเพลิดเพลิน / ความสวยงาม / ความน่ารัก / ความว่อกแว่ก / .... / การมีสติ / ความซื่อสัตย์ / แฟน / การรอคอย /

ความร้อน / อากาศร้อน / ความกระหาย / น้ำ / การซื้อขาย / กาแฟ / โอรีโอ / การปั่น / การพักผ่อน / การนั่ง / การดูด / การดื่ม / การเคี้ยว / ความอร่อย / ความผ่อนคลาย / การนั่ง / การอ่าน / หนังสือ /  สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน”/

ลมพัด / แก้วพลาสติก / การสั่นไหว / ลมแรง / แก้วพลาสติก / การล้ม / !!! / ความตกใจ / ความเลอะเทอะ / ความรู้สึกผิด / ความรับผิดชอบ / ทิชชู่ / การเช็ดถู / ทิชชู่ / ทิชชู่ / ทิชชู่ / ทิชชู่ / ซองทิชชู่ / ความว่างเปล่า / ความเลอะเทอะ / ความรู้สึกผิด /

เสียงโทรศัพท์ / ความดีใจ / การสิ้นสุด / การรอคอย /

สวนลุมพินี / การพักผ่อน / น้ำลิ้นจี่ / เม็ดทานตะวัน / การเดิน / การนั่ง / การพูดคุย / ต้นไม้ / อากาศบริสุทธิ์ / นก / ปลา / เต่า / ตัวเงิน / ตัวทอง / เหี้ย!!! / ผู้คน / เด็กๆ / เสียงหัวเราะ / รอยยิ้ม / ความผ่อนคลาย / ความสบายกาย / ความสบายใจ / การหลีกหนี / ความวุ่นวาย / ชีวิตคนเมือง /

เย็นค่ำ / ท้องร้อง / ความหิว / ร้านอาหาร / ข้ามต้มโปโล” / เมนู / ความหิว / ไก่บ้านต้มยำแห้ง / เนื้อปูผัดผงกะหรี่ / ปลาช่อนฟู / ข้าวเปล่า 1 จาน / จานเปล่า 1 จาน /  ความอร่อย / ความอิ่ม / ความอ้วน / พุงป่อง / ความเสียดาย / อาหาร / การกินเหลือ / ความไม่พอเพียง / คำสัญญา / การกินครั้งต่อไป / 2 เมนู / ความพอเพียง / 

การเดินทาง / การขับขี่ / บ้านแฟน / การลาจาก /

การเดินทาง / บ้านเรา /

                1 วัน /

                คำนาม /

                ความสุข /

               

 

 

แรงบันดาลใจ / หนังสือ / สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน” / วินทร์ เลียววาริณ  /

 

ปล. ร่างไว้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่พึ่งจะเขียนจบอ่ะครับ

April 17

อารมณ์ขัน

อารมณ์ขัน

 

                สงกรานต์ที่ผ่านมาไปเที่ยวบ้านเพื่อนออยที่อยุธยามาครับ

 

                วันศุกร์ที่ 13 เม.ย. สมาชิก 13 คน นัดเจอกันที่ Center One อนุสาวรีย์ เพื่อเตรียมขึ้นรถตู้ไปอยุธยา โดยเราเป็นคนนัดแนะและบอกกับเพื่อนๆน้องๆ ว่าให้เตรียมอาวุธไปด้วยเพราะบ้านออย คงไม่มีขันถึง 13 ใบ  แต่ก็เป็นตามคาด หลายคนลืม หลายคนขี้เกียจเอามา แต่ก็เอาเหอะไม่มีค่อยไปซื้อข้างทางก้อได้

                ไปถึงบ้านออยเร็วมากๆ รถไม่ติดเหมือนที่คิด ไปถึงประมาณ 10 โมงได้ถ้าจำไม่ผิด ขึ้นไปเก็บของบนบ้าน แล้วเตรียมลุยกันเลย... ลงมาหน้าบ้านออยมีรถกระบะจอดรออยู่ พร้อมถังน้ำ 2 ใบใหญ่ น้ำอบ ดินสอพอง และ ขันน้ำ 15 ใบ” !!! …คุณแม่เค้าเตรียมไว้ให้น่ะ  เป็นที่เฮฮา ล้อเลียนเราไปซะอย่างนั้น

                ขึ้นกระบะ  ทิ้งความเป็นผู้ใหญ่ ความรับผิดชอบ ความเครียดต่างๆ ไว้ก่อน ทุกคนแปรเป็นเด็กอีกครั้ง มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทั้งจากบนรถ รถข้างเคียง และคนข้างทาง (ยกเว้นบางช่วงที่แดดเปรี้ยง บางช่วงที่ลมแรงหนาว บางช่วงที่รถติด ติดอยู่บนรถ...)

                ขัน เป็นอาวุธทั้งรุกและรับ ใช้สาดน้ำตามหน้าที่หลัก ใช้ผสมแป้งป้ายหน้าชาวบ้านใช้เป็นเครื่องป้องกันสายน้ำพุ่งเข้าตา(ถ้าบังทัน)  ใช้เป็นที่คุ้มหัวคุ้มคอกันแดดเผา(ได้หน่อยนึง)

                คนไทยนี่ก็แปลก โดนสาดน้ำท่วมตัว เสื้อผ้าเปียกโชก... โดนป้ายหน้าขาวโพลน ป้ายรถเลอะเทอะ...  ยังมีหน้ามายิ้ม มาหัวเราะกันอีก...หรือว่า นี่จะเป็นที่เขาเรียกกันว่าขำขันที่เราถือกันวันสงกรานต์

                เล่นกันจนหลายคนหนำใจ กลับถึงบ้านยังมีบางไปเล่นข้างถนนต่ออีกรอบ สงสัยจะยังขำกันไม่พอ เราก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปเฝ้ารอสายน้ำ รอแป้งขาวๆ จากขันของชาวบ้าน ที่ขับรถผ่านไปมา... ทุกคนพร้อมแลกของที่ออกมาจากขัน  แลกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากขัน...

                หลังอาบน้ำกันเสร็จหมด คุณพ่อคุณแม่ออย พาไปกิน บุฟเฟต์หมูกระทะใกล้ๆ บ้าน กินเยอะมากมาย หลายคนได้ฉายากลับบ้านเป็นของแถม เช่น ตุ่น-ลูกชิ้นเนื้อ ,หนึ่ง-ปลาหมึก , เบนซ์-เบคอน , ก้วง-มันหมู ฯ คงไม่ต้องบอกนะว่าได้มาเพราะอะไร  เป็นการกินที่สนุกดีจัง

 

                วันเสาร์ที่ 14 เม.ย. หลังหม่ำโจ๊ก ที่คุณแม่ออยเตรียมให้(อีกแล้ว) ก็ขึ้นรถตู้ไปไหว้พระกัน เป็นตามปกติเวลามีเทศกาลอะไร วัดจะเนืองแน่นด้วยผู้คนเสมอ กว่าจะเข้าคิวไปซื้อดอกไม้ ธูปเทียน กว่าจะเข้าไปจุดธูปเทียน กว่าจะเข้าไปแปะทองที่พระพุทธรูป  เหงื่อไหลยังกับน้ำ...ในใจคิดว่าคนเราต้องแย่งแข่งขันกันแม้แต่เรื่องไหว้พระด้วยเหรอเนี่ย...  แต่พอไหว้พระแล้วก็สบายใจดีอย่างบอกไม่ถูก คงเป็นความสุขที่ไม่ได้หาง่ายๆกับชีวิตประจำวันที่อยู่แต่ในเมือง...ไหว้พระได้ 3 วัดเท่านั้น ฝนก็เริ่มตก รถเริ่มติด จนทุกคนตัดสินใจว่ากลับบ้านกันเถอะ

                กลับบ้านเก็บของจากบ้านออย และเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกดีๆ กับ Trip นี้  บางทีไม่ต้องไปเดินหาธรรมชาติมากมาย ไม่ต้องออกเดินทางไกลหลายชั่วโมง เราก็รู้สึกดีๆ ได้ไม่แพ้กัน เจอเรื่องสนุกๆได้ไม่แพ้กัน หัวเราะได้ไม่แพ้กัน.....

                วันนี้กลับมาทำงานแล้ว 

                แน่นอนที่ทำงานไม่มี ขัน

                แต่ที่ทำงานพอจะมี อารมณ์ขัน ให้เห็นอยู่บ้าง

แม้มันจะมีน้อย แต่เชื่อว่าถ้าเราหัดมองในมุมขำๆ เราก็คงได้ชีวิตที่ขำขัน เป็นกำลังให้ดำเนินชีวิตต่อไป ด้วยรอยยิ้ม และอารมณ์ที่สดใสบ้างไม่มากก็น้อยล่ะน่า 

 

ขอขอบคุณ : ออย น้องออย คุณพ่อ คุณแม่ ที่อนุญาติให้พวกเราเข้าไปรบกวนที่บ้านเป็นครั้งที่ 2 เลี้ยงดูพวกเราเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอาหารทุกมื้อ(ขนมจีนมื้อแรกอร่อยมากๆ) เกรงใจจริงๆ ครับ

 

ขอโทษ : เพื่อนๆ น้องๆ ที่ไม่ได้ชวนไปด้วย เนื่องจากเห็นว่าคนไปเยอะแล้ว+ไปบ้านออย ไม่ได้ไปพักกันเอง เลยไม่กล้าชวนต่อน่ะ... ไว้ทริป ทีลอซูจะชวนไปกันให้หมดชมรมเลย

 

               

               

               

March 25

tree o clock

tree o clock

 

            ตอนนี้แถวที่ทำงานเรากำลังก่อสร้างโรงไฟฟ้า

                บริเวณรอบๆ ที่ทำงานเรา มีทั้ง ขุนดิน ถมดิน ลาดยาง ตอกเสาเข็ม สร้างอู่จอดเรือ(เพื่อขนวัสดุก่อสร้าง) และตัดต้นไม้

                ต้นไม้ ต้นเล็กต้นใหญ่ ถูกตัดไปมากมาย  ขาดต้นไม้รอบๆตึกไป อากาศที่ร้อนอยู่แล้วยิ่งรู้สึกว่าร้อนกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่า... บรรยากาศที่ทำงานมีแต่กองดินสีน้ำตาลแห้งๆ กับซากต้นไม้ใบเขียวนอนเรียงราย ท่ามกลางตะวันยิ้มแฉ่งเป็นภาพที่ไม่น่าดูสักเท่าไหร่

                มีต้นโพธิ์ ต้นใหญ่ต้นหนึ่ง ในบริเวณใกล้ๆจุดก่อสร้าง เราไม่รู้ว่าต้นโพธิ์ต้นนี้อายุเท่าไหร่   แต่จากขนาดลำต้นที่ใหญ่ประมาณความกว้างของรถบรรทุก คาดว่าคงอายุมากกว่าเราสัก 5-6 รอบได้

                ต้นโพธิ์ ต้นนี้ต้องถูกย้าย ตามแผนงานก่อสร้าง ยังดีที่เนื่องจากเป็นต้นใหญ่ มีคนกราบไหว้บูชา ผูกผ้าเต็มไปหมด เลยไม่โดนตัดเหมือนต้นอื่นๆ

                ต้นไม้มีชีวิต

                อ่านประโยคบรรทัดบนแล้วคิดยังกันบ้าง ทั้งที่เรารู้ว่าต้นไม้มีชีวิต สังเคราะห์แสงด้วยคลอโรฟิวส์ ในใบเขียวๆ เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพ   แต่ถ้าคิดถึงต้นไม้มีชีวิต เรามักจะคิดถึงต้นไม้ในหนังการ์ตูนที่ยืดกิ่งมาพันแข้งพันขา หรือต้นไม้ใน Lord of the ring ที่เดินไปเดินมา+ขว้างหินได้อีกต่างหาก

                ได้ยินข่าวว่าต้นโพธิ์ จะไม่โดนตัดทิ้งก็รู้สึกดีที่ยังมีต้นไม้รอดชิวิตหลงเหลืออยู่  มีพิธีบวงสรวงเพื่อทำการขอขมาเพื่อทำการย้ายด้วย แต่...หลังการขอขมา คนงานก็เริ่มตัดกิ่งก้านต้นโพธิ์ วันละนิดวันละหน่อย เป็นเวลา 2 อาทิตย์แล้วที่ยังไม่มีการย้ายต้นโพธิ์ไปไหน แต่กิ่งก้านใบแทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว

                ต้นไม้มีชีวิต... ถ้าเป็นชีวิตเหมือนคนเรา คุณตาต้นโพธิ์ คงไม่อยากย้ายที่อยู่ในบั้นปลายชีวิตไปจากบ้านเดิม การถอนหงอกคุณตาจนเกือบหมดหัว แล้วจับแกย้ายไปบ้านพักคน(ต้น)ชรา คงทำให้ชีวิตในบั้นปลายของแกไม่มีความสุขนัก

 

 

                เย็นวันหนึ่ง...หลังขับรถกลับบ้านผ่านมองดูคุณตาต้นโพธิ์ด้วยความสงสาร

กลับมาถึงบ้านเอาของขึ้นมาเก็บบนห้องนอน

เหลือบมองนาฬิกา  เข็มสั้นอยู่ที่เลขเจ็ด เข็มยาวเลยเลขห้าไปหน่อย

                จะบ้าเหรอ...ออกจากที่ทำงานยังไม่ถึง 5 โมงเย็นเลย  จะถึงบ้านทุ่มกว่าได้ไง

                มันตายแล้ว!!!

            ความคิดโง่ๆ 1 ประโยค เข้ามาในหัวสมอง พร้อมสายตาที่เห็นเข็มวินาที พยายามกระดิกอย่างอ่อนแรงแต่ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนได้ไกลเกิน 1 ติ๊ก แล้วเด้งกลับมาที่เดิม

                นาฬิกามี 2 ขาหลัก สั้น-ยาวไม่เท่ากัน ได้แต่เดินหมุนอยู่รอบตัวเองรอบแล้วรอบเล่า โดยไม่มีอาการเวียนหัว ขาสั้นเดินช้ากว่าขายาวถึงประมาณ 60:1   มีขาลีบๆ อีก 1 ขา ที่เดินเร็วกว่า 2 ขาหลักตั้งเยอะ

เดินได้แต่ไม่มีชีวิตซะหน่อย

                ถ้านาฬิกามีชีวิตจริง การชันสูตรศพ คงไม่ยากที่จะรุบุเวลามรณภาพ ถ้าเป็นบางเรือนจะรู้วันที่เสียชีวิตอีกต่างหาก

 

 

 

                การมีชีวิต ไม่ได้วัดจากอาการกระดุกกระดิกที่มองเห็น

                คุณค่าของชีวิต อาจไม่ได้เห็นด้วยตาเปล่า

บางทีอะไรที่เคยมี เคยเห็นอยู่ข้างเราเสมอ เรามักจะไม่เคยเห็นค่าของมัน... จนกว่าจะเสียมันไป

อากาศที่ร้อนมากขึ้นทุกปีๆ (โดยเฉพาะความร้อนแถวที่ทำงานช่วงนี้).... ทำให้เห็นค่าของต้นไม้มากขึ้น

งานที่ท่วมท้นในช่วงนี้ของเรา...ทำให้เห็นคุณค่าของเวลา ที่เมื่อก่อนคิดว่าทำการไฟฟ้าแล้วจะมีเวลาเหลือเฟือ... ตอนนี้บางทีอยากแช่งให้นาฬิกาตาย ให้มีเวลาทำงานด่วนๆเพิ่มสักชั่วโมงก็ยังดี

 

 

คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่กระดุกกระดิกได้ คุณค่าของชิวิตคนรอบตัวเราส่วนใหญ่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  แต่บางทีเราอาจจะลืมใครบางคนข้างๆตัวเรา...เพราะเรายังไม่เคยเสียเค้าไป

มีชีวิต สักวันก็จะไม่มีชีวิต  รีบทำอะไรที่มีคุณค่าให้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า คนข้างๆตัวคุณ  ก่อนที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะจากไปกันเถอะครับ

               

 

champ mole

ชีวิต ตุ่นๆ...
not good,not bad,not sad,not happy,not wealthy,not poor....not sure I know myself